รัฐบาลแคนาดาได้ทำงานในเรื่องของการช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัย

หลายปีมาแล้วที่รัฐบาลแคนาดาได้ทำงานในเรื่องของการรักษาสันติภาพนานาชาติ,การช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัย,การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม,การบรรเทาทุกข์ในภัยพิบัติ สุขภาพและสวัสดิการ และการอนุรักษ์สาธารณะ เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชากรในประเทศตนเองและทั้งโลกให้มากที่สุด และพัฒนาสิ่งแวดล้อมของโลก ข้างล่างนี้คือตัวอย่างของความพยายามอันสูงส่งที่เด่นชัดของการกระทำซึ่งเป็นแบบอย่างสำหรับรัฐบาลอื่น ๆ

ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2เป็นต้นมา ประเทศแคนาดาได้จัดตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพส่วนกลางขึ้น เพื่อช่วยเหลือในเรื่องความขัดแย้งทั้งหลายทั่วโลก และกิจกรรมทางทหารของเหล่าทหารนี้ได้รับการสนับสนุนโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับสวัสดิการสังคมที่ดีขึ้นของผู้อาศัยอยู่ในเขตแดนที่มีข้อพิพาทขัดแย้ง1

ประเทศแคนาดายังได้จัดตั้งการให้ความช่วยเหลือหลายอย่างในด้านมนุษยธรรมทั่วโลก และความพยายามให้การบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติ ตัวอย่างเช่น จัดเตรียมทีมงานให้ความช่วยเหลือด่วนในเรื่องน้ำดื่ม ยารักษาโรค และให้การช่วยเหลือระยะยาวเพื่อบูรณะสิ่งก่อสร้างแก่พื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติ เช่นเดียวกับการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างพื้นฐานเช่น ถนน เพื่อจัดตั้งระบบการขนส่งและการคมนาคมขึ้นใหม่ แคนาดายังร่วมมือกับหน่วยงานทั่วโลกและหน่วยงานท้องถิ่นในการสร้างชีวิตใหม่แก่เหยื่อภัยพิบัติโดยผ่านโครงการด้านฟื้นฟูชุมชนต่าง ๆ มากมาย

ในส่วนของการปกป้องผู้อพยพลี้ภัย แคนาดายังได้เปิดประตูรับผู้คนทั่วโลกซึ่งต้องการความช่วยเหลือโดยปราศจากการแบ่งแยก ผู้อพยพได้รับการว่าจ้าง การศึกษา และการดูแลด้านสุขภาพ รัฐบาลแคนาดายังให้การสนับสนุนรายได้แก่ผู้อพยพและการให้บริการที่จำเป็นโดยเร่งด่วน อย่างเช่น ที่อยู่อาศัย เงินกู้ และนโยบายทั่วไปเพื่อการอยู่อาศัยในแคนาดา

ด้านสุขภาพและสวัสดิการสาธารณะ ประเทศนี้ไม่มีการลงโทษถึงตายเลยตั้งแต่ปีพ.ศ.2519 และคดีฆ่าก็ไม่มีอัตราเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในพื้นที่สาธารณะและสถานที่ทำงานก็มีกฎหมายห้ามการสูบบุหรี่ และระบบการประกันภัยสุขภาพสาธารณะของแคนาดาก็ยังจัดให้มีการดูแลฟรีตามมาตรฐานทางการแพทย์แก่ชาวแคนาดา โดยไม่คำนึงเรื่องระดับรายได้หรือสถานภาพชีวิต รัฐบาลแคนาดายังจัดเงินสงเคราะห์ค่าเช่าบ้าน ค่าซ่อมแซมบ้านและที่พำนักฉุกเฉินสำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ และรายบุคคล ผู้สูงอายุ ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยและผู้พิการ

ยิ่งกว่านั้น เพื่อปลูกฝังคนรุ่นต่อไปในอนาคตของประเทศ รัฐบาลได้จัดให้ความช่วยเหลือคนรุ่นเยาว์ ตัวอย่างเช่น

เงินกู้ไม่มีดอกเบี้ยแก่นักศึกษาเพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นหนุ่มสาวเข้าเรียนวิทยาลัย
การให้ความช่วยเหลือด้านการจ้างงาน (การสำรวจอาชีพ,การหางาน,การพัฒนาทักษะในการสัมภาษณ์ ฯลฯ)เพื่อความสะดวกในการเข้าทำงานของคนหนุ่มสาว
มีโปรแกรมต่าง ๆ มากมายที่สนับสนุนการตื่นตัวของคนหนุ่มสาว ด้านความสำคัญทางนิเวศน์วิทยา เพื่อให้มีส่วนร่วมในการรักษาและปกป้องสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

องค์กรการกุศลที่ไม่หวังผลกำไรหลายแห่งก็สนับสนุนอย่างกระตือรือร้นในเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของประเทศ ยกตัวอย่าง ธนาคารอาหารจะรวบรวมอาหารจากชุมชนท้องถิ่นมาให้แก่ประชากรที่อดอยาก เช่น ผู้รับเงินสวัสดิการ,ผู้พิการ,ผู้สูงอายุ, แม่ม่ายและเด็ก และคนงานที่รายได้ต่ำ ธนาคารนี้จัดตั้งแคมเปญ ปลูกหนึ่งแถวเติบโตหนึ่งแถว ซึ่งกระตุ้นชาวสวนให้ปลูกพืชแถวพิเศษที่พวกเขาชื่นชอบแถวหนึ่ง เพื่อบริจาคผลผลิตนี้ให้แก่ธนาคารอาหารของท้องถิ่น โครงการ thINK Food(การนำโทรศัพท์มือถือเก่าและกล่องหมึกพิมพ์มารีไซเคิล)เป็นโครงการที่ชนะรางวัลด้วยผลงานภารกิจการลดภาวะความอดอยาก และปรับเปลี่ยนการสูญเปล่าที่ดินจากการฝังขยะโดยการรวบรวมและนำกล่องหมึกพิมพ์เก่า โทรศัพท์มือถือเก่ากลับมาใช้ใหม่ โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างกองทุนใหม่ให้แก่ธนาคารอาหาร ยังได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ชุมชนในเรื่องการรีไซเคิลอีกด้วย

สัญญาณเตือนจากธรรมชาติก่อนเกิดธรณีพิโรธและคลื่นสึนามิ

index112
คลื่นสึนามิมิได้เกิดจากลมพายุเหมือนอย่างคลื่นธรรมดา เพราะเมื่อเกิดคลื่นสึนามิ ท้องฟ้าอาจปลอดโปร่งไม่มีลมพายุเลยก็ได้ ปัจจุบันเราทราบแล้วว่าคลื่นสึนามิไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขึ้นลงของน้ำทะเล แต่เกิดจากการไหวสะเทือนของเปลือกโลกอย่างรุนแรงใต้พื้นท้องทะเลและมหาสมุทร ซึ่งปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา ทำให้มวลน้ำในมหาสมุทรเกิดการเคลื่อนไหวกลายเป็นคลื่นขนาดใหญ่ แผ่กระจายเป็นวงกว้างออกไปจากบริเวณที่เป็นจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว และเนื่องจากคลื่นชนิดนี้มิได้เกิดจากการขึ้นลงของน้ำทะเล ถึงแม้ว่าการเกิดคลื่นสึนามิส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงใต้พื้นท้องมหาสมุทร แต่ถ้ามีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ในท้องทะเลโดยมิใช่จากการกระทำของลมพายุแล้ว ก็ถือเป็นคลื่นสึนามิได้เช่นกัน

ก่อนที่จะเกิดคลื่นสึนามินั้น มักจะมีการส่งสัญญาณเตือนจากธรรมชาติมาสู่มนุษย์ ด้วยการเกิดแผ่นดินไหวหรือจากการเคลื่อนตัวของแผ่นดินใต้ทะเลที่เกิดการเปลี่ยนรูปร่างอย่างกะทันหัน จนทำให้น้ำทะเลเกิดการเคลื่อนตัวตามเพื่อปรับระดับให้เข้าสู่จุดสมดุลและจะก่อให้เกิดคลื่นสึนามิ ซึ่งการเปลี่ยนรูปร่างของพื้นทะเล มักเกิดขึ้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากการขยับตัวของเปลือกโลก ซึ่งจะเกิดบริเวณที่ขอบของเปลือกโลกหลายแผ่นเชื่อมต่อกันที่เรียกว่า รอยเลื่อน เช่น บริเวณขอบของมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากแผ่นดินไหวแล้ว ดินถล่มใต้น้ำที่มักเกิดร่วมกับแผ่นดินไหวสามารถทำให้เกิดคลื่นสึนามิได้เช่นกัน นอกจากการกระทบกระเทือนที่เกิดใต้น้ำแล้ว การที่พื้นดินขนาดใหญ่ถล่มลงทะเล หรือการตกกระทบพื้นน้ำของเทหวัตถุก็สามารถทำให้เกิดคลื่นได้ คลื่นสึนามิที่เกิดในรูปแบบนี้จะลดขนาดลงอย่างรวดเร็วและไม่มีผลกระทบต่อชายฝั่งที่อยู่ห่างไกลมากนัก

ผลกระทบที่เกิดจากสึนามิ

1. ทำให้แผ่นเปลือกโลกขยับ ค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์คลาดเคลื่อนไป
2. ส่งผลให้สภาพพื้นที่ชายฝั่งทะเลเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาอันสั้น
3. ทำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินต่างๆ เช่น บ้านเรือนเสียหาย ระบบสาธารณูปโภคถูกทำลาย เป็นต้น
4. ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เช่น สัตว์น้ำบางประเภทเปลี่ยนที่อยู่อาศัย เป็นต้น
5. กระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชน เช่น การทำประมง การค้าขายบริเวณชายหาด เป็นต้น
6. ส่งผลกระทบต่อธุระกิจการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง

เทคโนโลยีช่วยเตือนภัย และช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยจะต้องเจอกับอุทกภัยครั้งใหญ่หลายครั้งที่ผ่านมาในอดีต ก่อนที่จะมียุค Interrnet และ Social Network หลายท่านก็คงจ้องแต่จอติดตามข่าวสารผ่านทางสื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ที่นำเสนอข่าวน้ำท่วมในเฉพาะช่วงเวลาข่าว หรือเสนอแบบวันต่อวัน แต่ด้วยยุคปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตใช้งานอย่างแพร่หลาย หน่วยงานต่างๆ ผู้สื่อข่าว และประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ใช้อินเตอร์เน็ตในรายงานข้อมูลข่าวสาร แจ้งขอรับความช่วยเหลือ ตลอดจนใช้ในการแจ้งเตือนภัยให้กับชาวบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบ Realtime ทราบได้ทันที ช่องทางที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมได้มีดังนี้

เริ่มต้นที่เว็บไซต์ ศูนย์ประสานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ หรือ Thaiflood ที่เปิดตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อ วันที่ 22 ตุลาคม 2553 จนถึงตอนนี้ได้เปิดอัพเดทข้อมูลรายงานสถานการณ์ พร้อมรับเรื่องขอความช่วยเหลือจากผู้ประสบอุทกภัยเป็นครั้งที่ 3 แล้วในช่วงวิกฤตน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ในช่วงนี้ โดยจะรายงานจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย แสดงเป็นสีระดับเตือนภัยอย่างชัดเจนบนหน้าเว็บไซต์ แจ้งพื้นที่ประสบภัยที่ต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมเบอร์โทรศัพท์แจ้งหน่วยงานต่างๆ แผนที่แสดงจุดเกิดอุทกภัยบนทางหลวง รวมเลขทีบัญชีบริจาคทรัพย์สิ่งของ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวมเรื่องน่ารู้รับมือน้ำท่วมที่เป็นประโยชน์ และสำคัญมากคือการเตือนภัยจากหน่วยงานและชาวบ้าน ผ่านทาง twitter @thaiflood , tag twitter ชื่อ #thaiflood และ Facebook Page ทาง facebook.com/thaiflood ด้วย และล่าสุดได้เปิดแบบฟอร์มแจ้งความต้องการในพื่นที่และแจ้งการเข้าไปช่วยเหลืออีกด้วย

Google ได้จัดทำ Google Crisis Response ที่ได้รับประสบการณ์ในการให้ข้อมูลแผนที่และให้ความช่วยเหลือต่างๆเกี่ยวกับภัยธรรมชาติในหลากหลายประเทศ เช่นสึนามิ ประเทศญี่ปุ่น และ แผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ ครั้งนี้ Google ประเทศไทย เปิดตัวบริการข้อมูล วิกฤตการณ์น้ำท่วมประเทศไทย 2554ที่จะแจ้งให้ทราบถึงบริเวณพื้นที่อุทกภัย พื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ศูนย์อพยพและศูนย์พักพิง โดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ ThaiFlood.com เช่น พื้นที่ประสบภัย ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน , จุดร้องขอความช่วยเหลือ , ข้อมูลศูนย์อพยพ และ ศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย , แผนที่น้ำท่วมทางหลวง โดย กรมทางหลวง , สภาวะทางหลวงจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น และยังสามารถ ติดตามข้อมูลการพัฒนาและอัพเดทข่าวสารการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ได้ที่ทวิตเตอร์ @GoogleThailand หรือที่ บล็อก Google ประเทศไทย (RSS) ทั้งนี้ Google ได้ส่งสารแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจกับผู้ประสบอุทกภัยด้วย

เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นเมื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาด

มหาอุทกภัยกำลังคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยหลายสิบล้านคน โดยเฉพาะการเผชิญกับปัญหาการขาดน้ำสะอาดไว้เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางน้ำที่ยังท่วมขังอยู่

ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สถาบันการศึกษา กลุ่มรณรงค์และองค์การไม่แสวงหากำไรหลายแห่งพยายามนำเสนอทางเลือกในการทำสะอาดอย่างรวดเร็ว ประหยัดและเท่าที่หาได้ในยามฉุกเฉิน มีตั้งแต่ภูมิปัญหาดั้งเดิมของการนำสารส้มมาแกว่งในน้ำเพื่อให้สิ่งปนเปื้อนตกตะกอน ก่อนจะเติม “หยดทิพย์” หรือ ด่างทับทิม เพือฆ่าเชื้อโรค จนถึงการทำเครื่องกรองน้ำแบบง่ายจากถ่าน กรวดและทราย

ถือเป็นภาวะปกติของสภาพการณ์หลังเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ แผ่นดินไหวหรืออุทกภัย นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจที่ความช่วยเหลือส่วนหนึ่งของนานาชาติซึ่งเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยแล้ว อาทิ จากจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและสหรัฐจะเน้นหนักไปที่ปัจจัยสี่ ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค

ก้าวข้ามอุทกภัยของประเทศไทยออกไปสำรวจปัญหาเรื่องน้ำและการแก้ไขปัญหา โดยโฟกัสไปที่เครื่องกรองน้ำและอุปกรณ์ทำน้ำสะอาดซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัญหาท้าทาย

หนึ่งในองค์กรที่ทุ่มเทให้กับเรื่องนี้คือ สมาคมน้ำเพื่อมนุษยชาติดาวเซอร์สแห่งสหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรน้ำภายใต้โครงการต่างๆ อาทิ โครงการขุดลอกแหล่งน้ำ ระบบชลประทานน้ำฝนเพื่อการเพาะปลูก จนถึงโครงการพัฒนาเครื่องกรองน้ำต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูงและกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่มีปัญหาเรื่องน้ำ

เทคโนโลยีกรองน้ำต้นทุนต่ำของกองทุนฯ มี 2 แบบ ประกอบด้วยเครื่องกรองน้ำชีวภาพแบบช้า(Slow-sand bio-filter) ซึ่งใช้ทรายและกรวดเป็นวัสดุหลักในการกรองและเครื่องกรองน้ำเซรามิกเป็นการกรองน้ำผ่านหม้อหรือกระถางดินเผา(Ceramic water filter)

เครื่องกรองน้ำแบบช้าจะนำทรายคุณภาพดีและกรวดเม็ดเล็กๆ มาบรรจุอยู่ในถังกรอง มีช่องเติมน้ำจากด้านบน น้ำจะไหลผ่านทรายเพื่อกรองสิ่งปนเปื้อน ขณะที่เครื่องกรองน้ำเซรามิจะมีการเคลือบหม้อดินด้วยโลหะเงินด้วยเทคโนโลยีนาโนซิลเวอร์ (colloidal silver) ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย นอกเหนือจากกรองสิ่งปนเปื้อนในน้ำ

ประเทศที่ได้รับการแจกจ่ายเครื่องกรองน้ำทั้งสองแบบ ได้แก่ อินเดีย กัมพูชาและประเทศในแอฟริกา ปัจจุบันกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฟิลิปปินส์ได้นำเทคโนโลยีเครื่องกรองเซรามิกไปพัฒนาเองเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาชุมชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดหรือมีแหล่งน้ำที่มีคุณภาพต่ำ

แม้แต่ถุงชาก็สามารถเป็นเครื่องกรองน้ำที่ทรงประสิทธิภาพได้ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยสเตลเลนบอสช์ ในแอฟริกาใต้ประสบความสำเร็จในการนำวัสดุที่ใช้ทำถุงชา มาพัฒนาตัวกรองน้ำบรรจุอยู่ในส่วนบนสุดของขวดหรือกระป๋องน้ำ โดยใช้ต้นทุนการผลิตเพียงครึ่งเซนต์ต่อการใช้ในแต่ละครั้ง

เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นเมื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาด ซึ่งในอนาคต หากไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระดับวิกฤตเช่นนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่แน่ว่าผลิตภัณฑ์และเทคโนยีเหล่านี้อาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรับมือในภาวะภัยพิบัติฉุกเฉินก็เป็นได้

การจัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

ที่ผ่านมาแทบทุกพื้นที่ของประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือน ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนได้ทราบล่วงหน้าเมื่อเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะต้องเผชิญกับภัยที่จะเกิดขึ้น จึงจัดโครงการเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและระบบการเตือนภัย เพื่อให้ประชาชนได้มีความรู้ในด้านระบบเตือนภัยที่ได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นอกจากการให้ข้อมูลด้านระบบเตือนภัยแล้ว ยังให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะภัยธรรมชาติ การปฏิบัติตนเมื่อเกิดภัย เพื่อให้ประชาชนพร้อมที่จะรับมือด้วยตนเองในเบื้องต้น

ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

มีหน้าที่ในการแจ้งเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้จัดเตรียมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของหน่วยงานและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อการเชื่อมต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ศูนย์ปฏิบัติการรองรับเหตุฉุกเฉินระดับกระทรวง ระดับจังหวัดและศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า โดยใช้ระบบ EOC ระบบการประชุมทางไกล และระบบการถ่ายทอดภาพสัญญาณ ประสานเครือข่าย C4I ของกระทรวงกลาโหม และระบบ VTC ของกระทรวงมหาดไทย ไปยังแผนที่สถานการณ์ร่วมกัน NCOP ในการฝึก CPX และ FTX เพื่อทดสอบระบบบัญชาการเหตุการณ์ การประสานงานตามแผนที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการของหน่วยงาน การจัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ

การจัดโครงการเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและระบบการเตือนภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและระบบเตือนภัย สร้างความเข้าใจอันดีด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างภาครัฐกับประชาชนและระหว่างประชาชนด้วยกันเองในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเตือนภัย มีความรู้เกี่ยวกับระบบเตือนภัยในปัจจุบันและมีความเข้าใจ พร้อมที่จะรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งให้ทราบถึงภารกิจและการทำงานของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งการแจ้งเตือนภัยจะเป็นการทำงานโดยใช้หลักการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร และเทคโนโลยีกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเพื่อหาแนวทางในการป้องกันและบรรเทาปัญหาหรือที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ